บทนำ
    เราคงจะได้ยินกันบ่อยว่า แม้จะอยู่ร่วมกันมานับสิบปี สามีหรือภรรยาต่างก็ไม่เข้าใจกัน มีปากเสียงกันอยู่ร่ำไป หรือพ่อแม่มักจะพากันบ่นว่า ไม่เข้าใจลูกเลย ทำไมลูกถึงมีพฤติกรรมออกมาแปลกๆ เช่นนั้น สอนสิ่งดีมักไม่ทำ แต่สิ่งไม่ดีนอกลู่นอกทางจะชอบทำอยู่เสมอ ส่วนในที่ทำงาน หลายคนก็ต่างกลุ้มใจกับหัวหน้าที่ดูเหมือนศรศิลป์ไม่กินกัน บางรายแทบอยากจะลาออกจากงานเสียด้วยซ้ำ  ส่วนหัวหน้าก็หัวเสียกับลูกน้องที่ดูเหมือนจะสั่งงานไปอย่างทำออกมาอีกอย่าง เหมือนไม่มีสมองเลย
 
    หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้เราเข้าใจคนที่อยู่รอบตัวเราได้อย่างชัดเจน ปัญหาต่างๆ ที่กล่าวมามักจะเกิดจากการที่คนเรามองตัวเองว่า เป็นศูนย์กลางของจักรวาล เป็นผู้พิพากษาที่เที่ยงธรรม รู้แจ้งแทงตลอดในสิ่งที่ถูกต้องทั้งปวง สามารถจับผิดผู้อื่นได้เสมอ แต่น้อยครั้งที่จะคิดทบทวนเกี่ยวกับตัวเองว่า ดีอย่างที่ตัวเองนึกหรือพูดจริงหรือ หรือถ้าคิดก็มักจะคิดว่า ทุกคนน่าจะคิดเหมือนเรา ทำเหมือนเรา หากไม่ทำตามที่เราคิดหรือคาดหวังไว้แล้วละก็จะรู้สึกไม่สบอารมณ์ บางคนอาจตีโพยตีพายหรือไม่ก็มึนงงว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมสถานการณ์ถึงออกมาเป็นเช่นนั้น 

    แท้จริงแล้ว มนุษย์ต่างมีระบบความคิด ระบบการมองโลกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าจะเป็นพี่น้องกัน หรืออยู่ในครอบครัวเดียวกัน ต่างคนก็ต่างมีแนวการมองโลกที่แตกต่างกัน การที่คนเราจะสามารถเข้าถึงระบบการมองโลกและระบบความคิดของคนอีกคนหนึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจและสามารถคาดคะเนพฤติกรรมของคนๆ นั้นได้  หากเราสามารถอ่านใจสามีหรือภรรยา พ่อแม่หรือลูก หัวหน้าหรือลูกน้องออกแล้วละก็ เราก็จะสามารถคาดว่า ถ้าเราพูดอย่างนี้ อีกฝ่ายจะมีปฏิกิริยาตอบโต้กลับมาอย่างไร อาการแปลกอกแปลกใจก็จะมลายไป  โดยเฉพาะผู้เป็นคุณพ่อและคุณแม่จะเข้าใจลูกของตัวเองได้ดีขึ้น จะไม่บังคับลูกเกินขอบเขต และไม่หย่อนยานในเรื่องระเบียบวินัยจนลูกเสียคน หัวหน้าจะได้มอบหมายลูกน้องให้ทำงานตรงกับลักษณะนิสัย จะได้ไม่รู้สึกประหลาดใจกับผลงานที่ได้มอบหมายให้ลูกน้องคนนั้นไปแล้ว แต่จะพอใจกับผลงานที่สั่งไปแล้วออกมาตามที่ต้องการ  และหากเราเป็นลูกน้องก็จะสามารถเข้าใจหัวหน้าว่า ทำไมเขาจึงพูดจาเช่นนั้น ทำกิริยาเช่นนั้น และเราจะมีทางหนีทีไล่อย่างไรเมื่อต้องพบพานกับหัวหน้าซึ่งมีพฤติกรรมร้อยรูปแบบ ยากที่จะหาได้ดั่งใจ
 
    หากคนเรามีความเข้าใจกัน สามารถคาดคะเนพฤติกรรมของกันละกัน และรู้ว่าจะพูดอย่างไร ทำอย่างไรกับคนประเภทต่างๆ แล้ว ความขัดแย้งในครอบครัวจนถึงระดับสังคมก็จะลดน้อยหายไป ในทางกลับกัน เราจะรู้สึกสงสาร รู้สึกเห็นใจ รู้จักประนีประนอม และถนอมน้ำใจผู้อื่น จนมนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขบนพื้นฐานของหลักการความเข้าใจเรื่องมนุษย์

 
    ที่สำคัญคือ เราจะได้รู้จักตัวเองเสียทีว่า เราเป็นคนเช่นไร  คนส่วนใหญ่มองตัวเองไม่ออก เพราะเรามักจะมองและวิจารณ์คนอื่นอยู่เสมอเกือบทุกลมหายใจก็ว่าได้ น้อยครั้งที่เราจะหันกลับมาทบทวนพิจารณาตัวเราเองอย่างจริงจัง เราแทบจะไม่เคยสังเกตสีหน้าแววตาของคนใกล้ชิด เช่นพี่น้องพ่อแม่ในครอบครัว เพราะเราเห็นเขาเหล่านั้นมาทุกวี่ทุกวันตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน บางคนแทบจะไม่เคยสังเกตเลยว่า เราสวมแว่นสีอะไร เพราะเราใส่มันมาตั้งแต่กำเนิด เราแทบไม่เคยสังเกตระบบการมองโลก ระบบความคิด และนิสัยของตัวเราเองว่าเป็นอย่างไร มีจุดบกพร่องหรือจุดที่ควรปรับปรุงแก้ไขอะไรบ้าง เพราะเราชินกับมัน หรือไม่ก็คิดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นตัวเราเสียแล้ว เราก็เป็นคนเช่นนี้แหละ จึงแทบจะไม่เคยคิดจะเปลี่ยนระบบความคิดของตัวเอง เพราะคิดเสมอว่านิสัยของเราเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เกิด จะให้เปลี่ยนแปลงได้อย่างไร จะคบก็คบ ไม่คบก็ไม่เป็นไร  หากเปรียบเทียบระบบความคิดของมนุษย์ก็เหมือนเส้นทางที่เราใช้เดินทางเป็นประจำทุกวัน แต่ละคนมักจะใช้เส้นทางเส้นทางเดิมๆ  ขับรถไปทางที่เคยชิน  การคิดแบบจำเจซ้ำๆ ซากๆ จะก่อให้เกิดการไม่พัฒนาทางด้านสติปัญญาและวุฒิภาวะทางอารมณ์ จนกลายเป็นนิสัยถาวรที่ยากต่อการเยียวยา

    หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นโดยมีสมมุติฐาน 3 ประการเกี่ยวกับจริตหรือนิสัยมนุษย์คือ
    1. มนุษย์น้อยคนนักที่จะรู้จักตนเอ โดยเฉพาะเข้าใจผู้อื่น ปัญหาที่เรื้อรังในความสัมพันธ์ของมนุษย์คือ การที่ไม่สามารถสื่อความกัน ความพยายามที่ฝ่ายหนึ่งจะยัดเยียดกรอกความคิดของตนให้อีกฝ่ายคิด พูด และทำเหมือนอย่างใจเราอยากให้เป็น ผลคือการทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด มนุษย์เมื่อเข้าใจอุปนิสัยและระบบความคิดของตนเองก่อน จึงจะสามารถเข้าใจลักษณะนิสัยและพฤติกรรมของผู้อื่นได้

    2. นิสัยคนยากที่จะเปลี่ยน ภูเขาสามารถทลายมาเป็นถนน แม่น้ำสามารถเปลี่ยนทางเดินได้ แต่นิสัยคนยากที่จะเปลี่ยนยกเว้นกรณีฝึกพลังจิตฝึกพลังสมาธิ ประกอบกับความรู้ความเข้าใจความเป็นจริงของสรรพสิ่งในโลก จึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงนิสัยได้ไปในทางที่ชอบ ไปในทางที่สร้างสรรค์ และไปในทางที่เป็นมงคลแก่ชีวิต ทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น
 
    3. ผู้ใดที่เข้าในเรื่องจริต 6 อย่างถ่องแท้และสามารถนำไปปฏิบัติได้ จะเป็นที่เคารพรักและศรัทธาของผู้คนโดยถ้วนหน้า จะรู้วิธีการพูด และวิธีการแสดงออกต่อคนทุกประเภท ทั้งในระดับสูงกว่า เท่ากัน และต่ำกว่า ผลคือท่านกำลังบ่มเพาะนิสัยความเป็นผู้นำอย่างแท้จริงในจิตของท่าน โชค ลาภ วาสนา และบารมี ย่อมบังเกิดแก่ท่านอย่างแน่นอน เพราะไม่มีปัญหาการสื่อความ เพราะคนที่เราเสวนาด้วยรู้สึกว่า เราเข้าใจเขา เท่านั้นก็เพียงพอต่อความเป็นรากฐานที่มั่นคงและแข็งแรงของการมี “ความสุข” และ “ความสำเร็จ” ในความเป็นอยู่แบบมนุษย์

    แนวความคิดเกี่ยวกับประเภทของจริตมนุษย์ในหนังสือเล่มนี้มีรากฐานมาจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งผู้ประพันธ์เชื่อกันว่าเป็นพระอรหันต์ชาวลังกา ในคัมภีร์ดังกล่าวได้อธิบายถึงสภาวะจิตหรือนิสัยมนุษย์ว่ามีอยู่ด้วยกัน 6 ประเภท ได้แก่ 
    • ราคะจริต คือสภาวะจิตที่หลงติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสจนเป็นอารมณ์
    • โทสจริต หรือสภาวะจิตที่โกรธง่าย ฉุนเฉียวง่าย เพียงพูดผิดสักคำ ได้เห็นดีกัน
    • โมหะจริต หรือจิตที่มักอยู่ในสภาพง่วงเหงางาวนอนหรือซึมเศร้าเป็นอาจิณ
    • วิตกจริต หรือสภาวะจิตที่กังวล สับสนและวุ่นวาย ฟุ้งซ่านแทบทุกลมหายใจ
    • ศรัทธาจริต คือสภาวจิตที่มีปรัชญาหรือหลักการของตัวเองและพยายามผลักดันให้ตัวเองและผู้อื่นบรรลุถึงจุดหมายนั้น 
    • พุทธิจริต คือสภาวะจิตที่เน้นการใช้ปัญญาในการไตร่ตรอง คิดหาเหตุหาผลมาแก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิต ทั้งชีวิตส่วนตัว ชีวิตการทำงาน รวมทั้งมีความสนใจเรื่องการยกระดับและพัฒนาจิตวิญญาณ

    คำว่า “จริต” ในที่นี้หมายถึงสภาวะจิตของคนตามธรรมชาติ จากการแบ่งจริตมนุษย์เป็น 6 ประเภทใหญ่ๆ ท่านจะสามารถสังเกตได้ว่า ตัวท่านเองและคนรอบๆ ตัวท่านเป็นคนจริตประเภทใด มีแนวโน้มพฤติกรรมที่แสดงออกเป็นอย่างไร และแต่ละจริตมีข้อดีและข้อเสียอย่างไร และที่สำคัญที่สุดคือ หากตัวเราเป็นจริตนั้นๆ จะมีวิธีการปรับปรุงและแก้ไขจริตนั้นๆ ได้อย่างไร และเราจะดึงประโยชน์จากจริตนั้นๆ ได้อย่างไร  แม้ว่าในคนหนึ่งๆ อาจมีหลายจริตประสมประสานกันอยู่ แต่จะมีจริตใดจริตหนึ่งที่โดดเด่นกว่าจริตอื่นในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต จริตอื่นที่รองลงมากลายเป็นจริตเด่นขึ้นมาได้เมื่อคนๆ นั้นต้องประสบกับวิกฤติการณ์หรือมรสุมในชีวิต หรือในทางกลับกัน ชีวิตมีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุด จริตรองก็อาจกลายเป็นจริตเด่นได้  
 
คำนิยมจากสื่อต่างๆ

จริต 6 ได้เป็น อันดับ 7 ของ Top 10 หนังสือขายดีของ Amarin Book Network
 
 

อันดับ 1 ของ 10 หนังสือขายดีของ
ร้านนายอินทร์
 
 
 
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
 


หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก
 
>>ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในหนังสือจริต6 : ศาสตร์ในการอ่านใจคน(พิมพ์ครั้งที่ 26)<<
โดย ดร.อนุสร จันทพันธ์ และ ดร.บุญชัย โกศลธนากุล
 

@
Copyright © 2011 เรียนภาษาอังกฤษ All Rights Reserved. 
สถาบันสอนภาษา FAST ENGLISH เรียนภาษาอังกฤษ รู้เร็วและอย่างมีหลัก เรียนภาษาอังกฤษด้วยวิธีที่จำได้ง่าย